3 เทคนิคที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณเป็นมิตรกับ Google

Posted on 8 กันยายน 2565 by R.POJ
Web Design 2,165
3 เทคนิคที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณเป็นมิตรกับ Google

สิ่งที่ควรทำ
ในการทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นมิตรกับ Google เป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกิน เนื่องจากทาง Google ได้เปิดเผยแนวทางหรือวิธีการทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นมิตรกับ Google ไว้แล้วใน Webmaster Guideline ซึ่งเป็นแนวทางแบบกว้างๆ และนี่เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นมิตรกับ Google

- ให้ผู้ชมพบกับเนื้อหาที่พวกเขากำลังมองหา
สิ่งแรกที่ Google แนะนำคือ เรื่องของ "เนื้อหา" โดยสิ่งที่ Google เน้นเป็นพิเศษคือ "คุณภาพ" ของเนื้อหา ซึ่ง Google ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่า หากเว็บไซต์ของคุณแต่เนื้อหาที่มีคุณภาพ หรือ เต็มไปด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ก็จะช่วยดึงดูดผู้ชมเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ รวมทั้งเว็บไซต์ต่างๆ ก็จะทำลิงค์มาที่เว็บไซต์ของคุณด้วย

การที่จะทำให้เว็บไซต์ดูเป็นเว็บที่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์คือ การใช้คำอธิบายชื่อเรื่องได้อย่างตรงจุด และตรงกับเนื้อหา ที่สำคัญคือ ต้องพิจารณาด้วยว่า คำดังกล่าวที่จะใช้นั้น "ควรเป็นคำที่คาดว่าผู้ชมจะใช้เป็นคำค้นหา"

- ให้แน่ใจว่ามีเว็บไซต์อื่น ลิงค์มาที่เว็บไซต์คุณ
ถ้าพูดตรงๆ ก็คือ การมีลิงค์กลับ(Backlink) นั่นเอง ซึ่งการมีลิงค์กลับมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ทาง Google มองว่าเป็นการทำให้เครื่องมือการรวบรวมข้อมูล (Crawlers) ของเขา สามารถพบเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น เพราะมันหมายถึงความนิยม ซึ่งจะสัมพันธ์กับคุณภาพของเนื้อหา ในข้อแรกนั่นเอง

การแสดงผลการค้นหาในแต่ละครั้ง Google จะใช้เทคนิคที่ซับซ้อนในการจับคู่ข้อความเพื่อแสดงผลหน้านั้น โดยจะให้น้ำหนักทั้งในเรื่อง "ความสำคัญ" และ เรื่อง "ความสัมพันธ์" ของเนื้อหา และ Google จะมีการแปลจากหน้า A ไปยังหน้า B ซึ่งเป็นการให้คะแนนในเพจ B ที่ได้รับลิงค์จาก เพจ A นั่นเอง นั่นหมายถึงว่า ถ้าเพจ A มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง หรือ ใกล้เคียงกับเพจ B Google ก็จะมองว่าเป็นกลับกลับที่มีคุณภาพ และอีกมุมมองนึงคือ ถ้าเพจ A เป็นเพจที่สำคัญ คือได้รับความนิยม ถูกเปิดบ่อยอยู่แล้ว ก็จะช่วยให้เพจ B ได้รับความสำคัญไปด้วย

สำหรับใครที่คิดว่า "ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปหาลิงค์มาเยอะๆ ด้วยการเปิดเว็บไซต์ของตัวเอง (ลิงค์ฟาร์ม)  หรือไปซื้อลิงค์ทีละเยอะๆ เพื่อให้เว็บไซต์มีลิงค์กลับมากพอ" .. โปรดจำไว้เลยว่า Google มีอัลกอริทึ่ม ที่ฉลาดพอที่จะแยกแยะได้ว่าลิงค์ใดเป็นลิงค์ธรรมชาติหรือลิงค์ผิดปกติ

โดยหลักคิดของ Google จะมองว่า ลิงค์ที่เป็นธรรมชาตินั้น จะเป็นการลิงค์ที่เกิดจากการที่เว็บไซต์อื่นๆ ลิงค์กลับมายังเว็บไซต์ของคุณ เพราะว่าเขาได้พบว่าในเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ชมของเขา ซึ่งมันจะเป็นการลิงค์แบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนลิงค์ที่ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาตินั้นจะถูกสร้างขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้ Search Engine มองเห็นว่าเว็บไซต์ของคุณได้รับความนิยม ซึ่งลิงค์ลักษณะดังกล่าว Google ได้มีข้อกำหนดรายละเอียดไว้แล้วใน Webmaster Guide และ Google สามารถตรวจสอบความผิดปกติตรงนี้ได้

โปรดจำไว้เสมอว่า "ลิงค์กลับ (Backlink)" แบบธรรมชาติเท่านั้นที่จะมีผลต่อการติดอันดับใน Google

- ให้เว็บไซต์ของคุณเข้าถึงได้ง่าย
สำหรับข้อนี้ ถ้ามองในแง่ของโครงสร้าง เป้าหมายก็คือ การลิงค์เข้าสู่เนื้อหาต่างๆ ในเว็บไซต์ ซึ่งหมายถึง เมนูลิงค์ต่างๆ ในเว็บไซต์นั่นเอง ซึ่งทาง Google บอกไว้ว่า "ทุกๆ เพจ ควรจะมีลิงค์ข้อความ แบบคงที่ไว้อย่างน้อย 1 ลิงค์" จุดประงค์คือ ถ้าผู้ชมหลง ก็ยังสามารถกลับมาเริ่มต้นได้

Google ยังแนะนำอีกด้วยว่า ควรลองใช้ Browser ที่แสดงข้อมูลแบบตัวอักษรอย่างเช่น lynx เพื่อตรวจสอบเว็บไซต์ของคุณ เหตุผลคือจะทำให้คุณเห็นข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณแบบเดียวกับที่ Search Engine เห็น โดยผ่านทาง Spider ผลดีคือ จะทำให้คุณมองเห็นปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจาก JavaScript, คุกกี้, Session, frame, DHTML หรือโปรแกรม Macromedia Flash ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่ได้รับการจัดอันดับที่ดีอย่างที่คุณหวังไว้

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- ไม่ควรใส่ คำหลัก (Keywords) ในเพจใดๆ แบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลเด็ดขาด หรือพยายามที่ซ่อน คำหลักเอาไว้ ไม่ให้ผู้ชมเห็น เพื่อให้ Crawler ของ Seach Engine เท่านั้นที่เห็น ซึ่งหากเว็บไซต์ของคุณมีการซ่อนลิงค์ในลักษณะดังกล่าวเอาไว้ (เป็นลิงค์ที่ไม่ได้ประสงค์จะให้ผู้ชมเห็น) Google จะพิจารณาว่าเป็นเพจ และลิงค์ที่หลอกลวง อาจโดน Google Ignore  เว็บไซต์ของคุณ

- ไม่ต้องเพิ่มภาระในการที่จะต้องซื้อบริการ SEO (Search Engine Optimization service) เพิ่ม ซึ่งบางบริษัทอาจจะอ้างว่าพวกเขา รับประกันในการติดอันดับ สูงสุดจากการค้นหาใน Google ซึ่งหากคุณใช้กับผู้ให้บริการที่ไม่น่าเชื่อถือ สิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งคือ การใช้กลยุทธ์หลอกลวงเพื่อพยายามที่จะหลอก Search Engine เพราะถ้าทาง Google จับได้ว่า เว็บไซต์ของคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว Domain ของคุณจะถูก Google แบน (Banned) ทำให้ไม่สามารถค้นหาพบใน Google 

- อย่าใช้รูปภาพแสดงแทนชื่อเรื่องที่สำคัญ เช่น ชื่อบทความ, ชื่อลิงค์ ต่างๆ เหตุผลคือ Crawler ของ Google ไม่รู้จักข้อความที่อยู่ในภาพ ซึ่งหากจำเป็นต้องใช้ภาพแทนข้อความจริงๆ (ในกรณีที่ใส่ Tag HTML ไม่ได้แบบปกติ) จะต้องใส่ alt เข้าไปด้วย 

- อย่า Copy เนื้อหาเพื่อนำไปแสดงหลาย URL โดยเฉพาะเว็บไซต์หลายๆ ไซต์ที่แสดงแบบข้อความอย่างเดียวหรือแบบพิมพ์ข้อความได้ที่แต่ข้อความ ซึ่งหากเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาเหมือนกันแต่เข้าถึงได้หลาย URL ที่แตกต่างกัน Google มีวิธีในการแสดงให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

สรุป

คำแนะนำในบทความนี้ เป็นการถอดความจากคำแนะนำของ Google โดยตรง สำหรับท่านที่พัฒนาเว็บไซต์เอง หรือใช้บริการ เว็บไซต์สำเร็จรูป ทั้งระบบ เว็บไซต์ทั่วไป และ เว็บไซร์ร้านค้าออนไลน์ สามารถนำไปปรับใช้ได้ และขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จกับการติดอันดับนะครับ

 เกี่ยวกับผู้เขียน

R.POJ
สุพจน์ ทรงเผ่า (R.POJ)

เข้าสู่วงการพัฒนาเว็บไซต์ตั้งแต่ปี 2544 หลังจากจบหลักสูตรโปรแกรมเมอร์จาก วิทยาลัยนวัตกรรม ม.ธรรมศาสตร์

ประสบการณ์ นอกจากการเป็นโปรแกรมเมอร์, ออกแบบระบบ (Font & Back) และออกแบบฐานข้อมูลแล้ว ยังทำหน้าที่ด้านการตลาด (เน้นออนไลน์เป็นหลัก)

เคยเป็น อ. พิเศษสอนเกี่ยวกับ Digital Marketing คลาส ป. โท, การศึกษา ป. ตรี การปกครอง ป. โท การตลาด มหาวิทยาลัยรามคำแหง

Side Widget
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ ที่อยากแนะนำ

เครื่องมือการตลาดออนไลน์ ที่อยากแนะนำ

มีเครื่องมือการตลาดออนไลน์ตัวหนึ่ง ที่อยากแนะนำ เป็นเครื่องมีที่โดดเด่นมากในเรืองของการตลาดเชิงรับ

4 เหตุผลที่ธุรกิจจำเป็นต้องมีเว็บไซต์

4 เหตุผลที่ธุรกิจจำเป็นต้องมีเว็บไซต์

การสื่อสารการตลาด เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ในปัจจุบันมีเครื่องมือให้ใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะการทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีเครื่องมือที่เป็นดีจิตอลต่างๆ

3 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจลงโฆษณา

3 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจลงโฆษณา

สิ่งสำคัญและจำเป็นที่ควรรู้และเข้าใจก่อนตัดสินใจทำโฆษณา เพราะถ้ายังไม่รู้ ก็เท่ากับการหว่านเงินทิ้ง และเสียเวลา